Kizuna Project 2012: Day 1-2

posted on 27 Dec 2012 13:18 by kmillet9795 in OUTdoor directory Travel, Knowledge, Diary
เมื่อวันที่ 3-12 ธันวาคม 2012 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าร่วม Kizuna(Bond) Project มาค่ะ มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆครั้งนึงในชีวิต ก็เลยอยากมาเล่าสู่กันฟัง
 
โครงการ Kizuna นี้เป็น "โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย และอเมริกาเหนือ" ที่จัดขึ้นภายใต้งบประมาณของรัฐบาลญี่ปุ่นหรือพูดง่ายๆก็คือ รัฐบาลญี่ปุ่นให้ทุนเยาวชนจากประเทศในเขตดังกล่าว เชิญมาที่ประเทศเขาโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อแลกปลี่ยนวัฒนธรรม เยี่ยมชมพื้นที่ประสบภัย และการทำงานอาสาสมัครในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับโครงการย่อยด้วยค่ะ หมายความว่าโครงการนี้ไม่ได้เชิญไปแค่กลุ่มเดียว แต่มีการแยกเป็นระดับมหาวิทยาลัยและมัธยมปลาย เป็นต้น และโปรแกรมของแต่ละกลุ่มก็จะไม่เหมือนกันค่ะ โดยโครงการนี้จัดโดย JICE (Japanese International Coorperation Centre) ซึ่งจากประสบการณ์ของเราคือ เขาทำงานดีมากๆ และประทับใจที่สุด และที่สำคัญ...โครงการนี้ "ฟรี" ค่ะ ><
สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเว็บต่อไปนี้ค่ะ:
 
ในส่วนของโครงการที่เราไปเข้าร่วมนั้น เป็นโครงการระยะสั้น 10 วัน ระหว่างวันที่ 3-12 ธันวาคม 2012 โดยมีประเทศที่เข้าร่วม 14 ประเทศ นั่นก็คือประเทศสมาชิก ASEAN 10 ประเทศ อินเดีย ติมอร์-เลสเต ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวมแล้วมีผู้เข้าร่วมโครงการ 675 คน (คนเยอะมากๆเลย) ประเทศไทยเรามีนักเรียนไป 28 คนและครู 2 คนค่ะ เอาล่ะ แนะนำโครงการมาก็เยอะแล้ว เข้าเรื่องดีกว่า
 
Day 1 (Dec 3)
 
นั่งเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ประมาณ 5 ทุ่มของวันที่ 2 ธันวา โดยสายการบิน Japan Airline เที่ยวบินที่ JL 718 ระหว่างทางไปเกทก็ได้เจอเพื่อนๆหลายๆประเทศที่ไปร่วมโครงการ Kizuna เหมือนกันอย่าง ออสเตรเลีย ลาว พม่า ตื่นเต้นมาก ฮ่าๆ อาหารบนเครื่องของ Japan Airline ตอนขาไปไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ แต่แพ็คเกจดีมากตามสไตล์ญี่ปุ่น

 
ไปถึงที่ Narita Airport ประมาณ 7 โมงเช้า มีเจ้าหน้าที่ของ JICE มาต้อนรับและพาเราไปที่ตม. พอผ่านออกมาก็พบว่าเขายกกระเป๋าจากสายพานมาวางกองไว้ให้หมดแล้ว พอหยิบกระเป๋าเสร็จเราก็ไปรวมกันด้านนอก ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนพาเราไปรวมกลุ่มเพื่อแจกป้าคล้องคอที่แยกสีกันตามพื้นที่ประสบภัยที่เราต้องไป อย่างป้ายเราสีเหลือง เป็นกลุ่มที่ไป Minami-Aizu ตามภาพค่ะ
 
แต่วันแรกนี่ยังไม่ได้แยกกันไป ยังอยู่กับประเทศของตัวเองอยู่ หลังจากแจก tag แล้วมีกลุ่มที่ต้องแยกไปก่อนเลยคือกลุ่มที่ไป Osaki สงสัยเพราะมันไกล ฮ่าๆ บายนะเพื่อน! (^O^)/ ส่วนพวกที่เหลือก็ลากกระเป๋าขึ้นรถบัสกันไป Tokyo เพื่อกินข้าวกลางวัน จาก Narita ไป Tokyo นี่ก็ใช้เวลานานอยู่นะ คงเพราะรถเขาไม่ได้ขับเร็วด้วย ระหว่างทางผ่าน Tokyo Disneyland ...แอบเสียดายที่ไม่ได้แวะ T-Tสถานที่กินข้าวกลางวันของเราเป็นร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ที่อยู่ในห้างชื่อ Deck อะไรสักอย่าง จำไม่ได้ OTL" แต่ก็อร่อยดีค่ะ พอกินเสร็จทุกคนก็ไปถ่ายรูปกัน แต่ก็ต้องรีบออกมา เพราะอากาศข้างนอกหนาวมากๆ >.,< ลมแรง
 
 
หลังจากกินข้าวเสร็จก็รีบกลับมาขึ้นรถเพื่อไปฟังบรรยาที่ Nakagawa Water Reclamation Centre ร่วมกับประเทศกัมพูชาและมาเลเซีย
 
 
เขามีวิดีโอเรื่องการบำบัดและจัดการน้ำของเขามาให้ดู แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์มาบรรยายให้โดยมีล่ามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ JICE มาช่วยแปลให้เป็นภาษาอังกฤษค่ะ เขาบอกว่าการที่เขามีระบบจัดการน้ำที่ดีทำให้เมืองของเขาน้ำไม่ท่วมเวลาฝนตกหนักๆ ทั้งที่จริงๆมีโอกาสท่วมได้ค่ะ ฮี่ๆ...หลังจากนั้นก็เดินไปดูงานตามสถานที่ที่ใช้บำบัดน้ำจริงๆ

 
นี่เป็นห้องที่เขาเอาไว้ควบคุมและดูระดับน้ำ โดยน้ำที่ได้จากการบำบัดที่นี่จะถูกน้ำไปใช้อย่างหลากหลาย เช่น เอาไว้ล้างรถไฟ Shinkansen และเป็นน้ำที่ใช้ในห้องน้ำบนรถไฟ เป็นต้น วิธีบำบัดน้ำของเขานี่เราเองก็อธิบายไม่ค่อยถูกค่ะ ต้องขอโทษด้วย แต่ถ้าสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บนี้เลยค่ะ http://www.gesui.metro.tokyo.jp/english/english.htm
 
และหลังจบการบรรยายที่ศูนย์บำบัดน้ำก็ได้เวลากลับเข้าที่พัก ซึ่งการจัดที่พักในคืนแรกนี้แยกไปตามประเทศ ประเทศไทยเราพักที่เดียวกับอีก 7 ประเทศ ได้แก่ ลาว เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ติมอร์-เลสเต และออสเตรเลีย ที่ Marroad International Hotel Narita เมื่อไปถึงโรงแรมพวกเราก็เอากระเป๋าไปวางตรงที่มีป้ายติดไว้ว่า Thailand แล้วเข้าไปฟังวิดีโอ Orientation จากผู้อำนวยการ AFS Japan เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในพื้นที่ประสบภัย เนื่องจากผู้คนเพิ่งจะผ่านภัยพิบัติมาจึงต้องระวังเป็นพิเศษ เช่นเสื้อผ้าไม่ควรใส่ที่มีสีสันจนเกินไป เป็นต้น หลังจากจบ Orientaion ก็ได้รับ Keycard เพื่อเอาของไปเก็บ ทาง JICE ได้จัดให้คนที่จะไปพื้นที่ประสบภัยเดียวกันนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่จะห้องละ 2 คน แต่ก็มีบางห้องที่นอน 3 คน roommate เราน่ารักและนิสัยดีมาก ฮ่าๆ (อย่าผ่านมาเห็นนะ เดียวลอยติดเพดาน 5555555) เวลาไปไหนแล้วต้องนอนกับคนที่เพิ่งรู้จัก การได้ roommate ดีนี่ถือเป็นลาภอันประเสริบเลยนะ!  โดยรวมที่พักถือว่าสะดวกสบายมาก แต่เราโชคร้ายคือที่ฉีดของชักโครกไม่ทำงาน T-T ฮ่าๆ และเสียอีกอย่างคือไม่มี wifi free ต้องเสียเงินประมาณ 1000 เยน OTL" อาหารส่วนใหญ่ของโรงแรมนี้อร่อยและทำให้อิ่มมาก เรากินเหมือนพรุ่งนี้โลกแตก 5555 แต่เสียอย่างเดียวคือติ่มซำไม่อร่อยนะ Foot in mouth ระหว่างกินข้าวเย็นแสนอร่อย เจ้าหน้าที่ของ JICE ก็มาแจ้งเรื่องการแพ็คของ อย่างของกลุ่มเราที่ไป Minami-Aizu ก็คือ suitcase หรือ กระเป๋าใหญ่จะอยู่กับเราตอนไปลงพื้นที่ แต่ตอนไปอยู่กับ host family เอาไปได้แค่ carry on เท่านั้น ทำเอากังวลกันใหญ่ ><;
 
Day 2 (Dec 4)
 
นัดกินข้าวเช้า 6.00 และเนื่องจากโครงการนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการเยอะมากกกกกกกกก ก เขาต้องระวังเรื่องโรคติดต่อเป็นพิเศษเลยมี temperature check ก่อนกินข้าว และเป็นแบบนี้ไปทุกเช้าค่ะ ข้าวเช้าก็อิ่มอร่อยเช่นเดิม หลังกินข้าวเสร็จเราก็ขนกระเป๋าหนักๆออกจากโรงแรมไปที่ NYC (National Olympic Memorial Youth Centre) เพื่อ Orientation 2 และฟังบรรยายเรื่อง Rehabilitation and Recovery from the Great East Japan Earthquake (GEJE): Lessons from the Triple Disasters โดย Akira NAKAMURA, Ph.D. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ (และบรรยายเป็นภาษาอังกฤษค่ะ) ซึ่งมีคู่มือเล่มๆเล็กประกอบการบรรยาย โดยภายในคู่มือมี slides ที่เขาจะบรรยาย ข้อมูลเมืองที่ไป ที่พักและความเสียหาย และที่สำคัญคือวิธีการใช้ Public Bath -////-  แล้วตอนนี้ก็โดนแยกให้นั่งตามสี tag แล้ว มีเพื่อนคนไทยที่ไป Minami-Aizu ด้วยกัน 5 คน ก็เลยนั่งดด้วยกัน เพราะไม่รู้จักคนชาติอื่น 555
 
การบรรยายเกี่ยวกับ 4 หัวข้อหลักคือ
1. General Information about GEJE เกี่ยวกับความรุนแรง ความเสียหายที่เกิดขึ้น
2. What Lessons We Should Learn from Kobe? (เหตุการณ์ภัยพิบัติที่ Kobe ในวันที่17 มกราคม 1995 ) เขาบอกว่าเหตุการณ์ที่ Kobe ในครั้งนั้นเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของทุกคน รัฐบาลตอนนั้นก็มีการประสานงานที่ไม่ค่อยจะได้เรื่อง เช่น เหตุเกิดตอนเช้าแต่นายกฯรู้ข่าวตอนเย็น - - * ความผิดพลาดใหญ่ๆเลยคือการเรียกใช้หน่วย SDF (Japan Self-Defense Force) กองกำลังป้องกันตัวเองญี่ปุ่นที่การจะเรียกใช้นั้นค่อนข้างยุ่งยาก ต้องมีเอกสารเป็นแผ่นๆและมีตราประทับจากนายกฯ ซึ่งอย่างที่บอกคือ นายกฯรู้ข่าวช้ามากๆ จึงเรียกใช้ SDF ไม่ทัน เลยทำให้มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตมากกว่าที่ควรจะเป็น
3. Why Have We Failed to Learn from Kobe พูดถึงเหตุการณ์ Tsunami ครั้งล่าสุดว่าการจัดการเฟลยังไง เขาก็บอกว่า Central Government ทำงานไม่ดีเพราะเรื่องของอำนาจในสภาว่าพรรคนู้นพรรคนี้ ความเห็นเรื่องการจัดการไม่ตรงกัน แล้วคนที่อยู่ในสภาก็ไม่ใช่คนรู้งาน อะไรทำนองนั้น และการออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการจัดการกับสื่อก็เป็นไปอย่างงงๆ คือพูดกันคนละอย่าง ซึ่งก็คล้ายๆกับบ้านเรานะ แต่!...ที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีความเสียหายไม่มากเกินไปก็คือ Local Government เขาบอกว่า Local Government เขาทำงานดีมาก ทำงานแบบคิดถึงประชาชนก่อนและที่สำคัญคือคนในพื้นที่ก็เชื่อใจ Local Government มากเหมือนกัน ทุกอย่างก็เลยไม่ยุ่งยาก จนกระทั่ง...Nuclear Plants ระเบิดจ้า...แต่การจัดการก็ยังถือว่าโอเคสำหรับเรานะ แต่คนญี่ปุ่นเขาบอกว่ามันเฟลง่ะ OTL" หลังจากเหตุการณ์นี้ก็ทำให้ความเชื่อมั่นใน Central Government ของคนญี่ปุ่นลดลงไปอีก
4. Lessons for the Future บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี่ก็คือเรื่องการจัดการต่างๆที่ต้องเตรียมพร้อมกับสิ่งที่เขาเน้นมากคือ Quality of Leadership ถ้าตรงนี้เฟล ทุกอย่างก็เฟลตาม
 
จริงๆแล้วระหว่างฟังบรรยายคือมันนานมากๆ และง่วงมากๆ ขอบอกเลยว่าหลับไป 2 งีบ ^^; แต่อย่างน้อยก็จับประเด็นสำคัญๆได้นะ ฮี่ๆ พอฟังบรรยายเสร็จก็ไปรวมกลุ่มกันตามสี tag แต่ก็มีแยกตาม Chapter ที่จะไปตอนอยู่กับโฮสต์ด้วย ทำความรู้จักกับเพื่อนต่างชาติที่จะไปร่วมชะตากรรมกันที่ Minami-Aizu สักพักก็ไปกินข้าวกลางวันในโรงอาหารของที่นี่ อาหารอร่อยมากๆอีกแล้ว ช่วงนี้ก็ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่เป็นชาวอินโนีเซีย 2 คนชื่อ Elma และ Akmal ซึ่ง Elma นี่เขาดูรู้จักประเทศไทยเยอะมากนะ รู้จักหนังเรื่อง "สิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก" กับ "SuckSeed" แล้วก็หนังผีเรื่องอื่นของไทยด้วย เราอย่างตื่นเต้น XD"
 
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จก็ไปขึ้นรถบัสเพื่อไปขึ้นรถ Shinkansen ไป Minami-Aizu ที่ Tokyo Station (เสียดายมากที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะต้องรีบเดิน) พอไปถึงเขาก็แจกตั๋วกระดาษที่เขาเขียนที่นั่งให้เรา ซึ่งเวลาแจกเขาไม่แจกให้คนที่ยืนใกล้กันเพราะเขาอย่างให้แยกๆไปทำความรู้จักกัน แต่เราก็นั่งกับ Elma แล้วก็ไบเบิ้ล เพื่อนไทยของเราอยู่ดี 55555 5 ระหว่างรอ Shinkansen มา มีเวลานิดหน่อยก็เลยไปถ่ายรูปแล้วก็ซื้อของที่ระลึก ได้ magnet มาเพราะมันถูกสุด ^^;
 
รถไฟ Shinkansen จอดที่ชานชลาแค่ไม่กี่นาทีก็ออก เลยต้องรีบขึ้นกัน ที่นั่งใน Shinkansen นี่มันสบายมากกกกก >< สบายกว่าเครื่องบินอีก จริงๆนะ เราเองก็ไม่รู้ราคาตั๋วแต่ได้ข่าวว่าแพงมาก ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็ไปถึงที่หมาย แต่มันเร็วมาก ไปถึงก็ค่อนข้างเย็นแล้ว พระอาทิตย์กำลังตกเลย สวยมาก ออกจากสถานีมาก็ขึ้นรถบัสต่อเพื่อไปที่พัก ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงเลยล่ะเพราะที่พักเป็น Ski Resort ชื่อ Resort inn Daikura ระหว่างเกือบ 2 ชั่วโมงอันยาวนานนั้นเขาก็เลยมีวีดีโอรวมภาพเหตุกาณ์ Tsunami ที่ทุกคนถ่ายได้มาให้ดู ยอมรับว่าดูแล้วค่อนข้างสลดเลย มันรุนแรงมาก
 
พอไปถึงที่พักทุกคนก็ตื่นเต้นกันมาก แม้แต่พวกออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เพราะ...หิมะตก!!!! ตกแบบกำลังตกอ่ะ TvT เราก็ตื่นเต้นนะ ทุกคนถามกันใหญ่ว่า เห็นหิมะครั้งแรกรึเปล่า 555555 เราเองไม่ได้เห็นหิมะครั้งแรก แต่ก็ตื่นเต้นมากๆเพราะเห็นหิมะตอนตกครั้งแรก แล้วมันฟินมาก! ><  บางคนก็รีบลงไปถ่ายรูปนิดหน่อยแต่ก็ต้องรีบเข้าโรงแรมเพราะต้องไปฟัง Orientation ก่อน มีเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวของที่นี่มาพูดให้ฟังถึงผลกระทบที่เขาได้รับจากการระเบิดของ Nuclear plants ใน Fukushima ซึ่งคือจังหวัดเดียวกัน แต่ห่างกันมากกกกกกกก ก
 
 
 
to be continue...
ขอเก็บข้อมูลเรื่องนี้ไว้เอนทรี่หน้าดีกว่าค่ะ เพราะรู้สึกว่าข้อมูลในเอนทรี่นี้จะเริ่มแน่นมากแล้ว ฮี่ๆ ไว้เจอกันะคะ :)
 
 
 
 
 
 
 
 

 

edit @ 30 Dec 2012 19:06:38 by @khaifak

edit @ 30 Dec 2012 23:55:18 by @khaifak